ฮูปแต้ม, สิม, สิมอีสาน, หอไตร (Isan Mural Painting and Isan Temple Architectures)

 สิม หอไตร ฮูปแต้ม
           สิม เป็นภาษาอีสาน หมายถึง โบสถ์, พระอุโบสถ ในภาษากลาง สร้างขึ้นเพื่อให้คณะสงฆ์ให้ประกอบพิธีการทางศาสนา เช่น การอุปสมบท, การสวดพระปาฎิโมกข์ เป็นต้น ภาคอีสานตั้งแต่โบราณกาลมา จะมีวัดเป็นที่พึ่งทางจิตใจ เป็นสถานที่ๆ ต้องให้ความเคารพศรัทธา มีพระสงฆ์เป็นเป็นครูบาอาจารย์ คอยอบรมสั่งสอน แนะนำตักเตือน และเป็นผู้นำในการทำงานเพื่อพระศาสนา เพื่อชุมชน เพื่อหมู่บ้าน เพราะพระสงฆ์เป็นที่เคารพศรัทธาของทุกๆ คน การทะเลาะเบาะแว้งจึงไม่ค่อยมีให้เห็น หากมีอะไรเป็นที่ขุ่นหมองเคืองใจกัน พระสงฆ์ก็จะหาทางชี้แนะให้สามัคคีกันได้ด้วยดีเสมอมา
            วัด จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนอีสานมาทุกยุคทุกสมัย การสร้างสิมหรือพระอุโบสถ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในวัด จึงต้องมีการพิถีพิถันในการก่อสร้าง ชาวบ้านจึงให้ความสำคัญมาเป็นอันดับต้นๆ การได้สร้างสิมให้พระนั้นถือว่าได้บุญมาก จึงเป็นที่ชอบใจของผู้สร้าง ผู้ร่วมสร้าง ผู้ร่วมออกปัจจัยเล็กๆ น้อยตามกำลังศรัทธา กำลังทรัพย์ของตน
            สิมอีสานจะมี 2 ลักษณะ คือ สิมที่สร้างบนบก เรียกว่า สิมบก ส่วนสิมที่สร้างในน้ำ เรียกว่า สิมน้ำ การก่อสร้างสิมก็จะแตกต่างกันออกไป เช่น สิมโปร่ง สิมทึบ เป็นต้น ส่วนการวาดฮูปแต้มนั้น ถือว่าเป็นการเพิ่มสเน่ห์อีกแบบหนึ่งของสิม ซึ่งส่วนใหญ่หรือโดยทั่วไป จะวาดด้านนอก หรือวาดทั้งด้านนอกด้านใน เมื่อชาวบ้านเข้ามาในวัด ก็สามารถเดินชมได้เลย ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเป็นพุทธประวัติ พระเจ้า 10 ชาติ สังข์ศิลป์ชัย เป็นต้น องค์ประกอบอื่นๆ ก็แล้วแต่การสร้างสรรของช่างวาดนั้นๆ


      ข้อมูลทางวิชาการ มุมอีสานสนเทศ
      ผลงานวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
      - งานวิจัย - บทความวิชาการ



      แกเลอรี่ ฮูปแต้ม
      รวมภาพฮูปแต้ม สิมวัดโพธาราม จ.มหาสารคาม
      รวมภาพฮูปแต้ม สิมวัดป่าเลไลย์ จ.มหาสารคาม
      รวมภาพฮูปแต้ม สิมวัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลฯ
      รวมภาพฮูปแต้ม สิมวัดพระศรีมหาโพธิ์ จ.มุกดาหาร


รูปแบบสถาปัตยกรรม สิมอีสาน หอไตรอีสาน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรมศิลปากร
      กรมศิลปากร เป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีภารกิจคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บำรุงรักษา ฟื้นฟู ส่งเสริม สร้างสรรค์ เผยแพร่ จัดการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนา สืบทอดศิลปะและทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อธำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ของความเป็นชาติ อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคมไทยและความมั่นคงของชาติ
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์
     เป็นสมาคมของบุคคลในวิชาชีพสถาปนิกและผู้ที่สนใจในงานสถาปัตยกรรมของประเทศไทย โดยเป็นหนึ่งในสี่สมาคมวิชาชีพออกแบบสถาปัตยกรรมสมาคมสถาปนิกสยาม เป็นสมาคมที่มีลักษณะเป็นนิติบุคคล
     สมาคมสถาปนิกสยามฯ มีบทบาทในการอนุรักษ์สิมอีสาน เป็นอย่างมาก
อาคารอนุรักษ์
      คืออาคารเก่าที่มีคุณค่าทางทางสถาปัตยกรรม สมควรได้รับการบูรณะและอนุรักษ์ โดยหน่วยงานที่เป็นกำลังหลักในการส่งเสริมคือ คณะกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีกิจกรรมมอบรางวัลด้านการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานการมอบรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น อย่างต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2525

ฟังเรื่อง"สังข์สินไชย"จากสิมอีสาน
(เผยแพร่เมื่อ 24 ม.ค. 2013)
      ฟังเรื่อง"สังข์สินไชย"จากสิมอีสาน เป็นนิทานพื้นบ้านมรดกทางวัฒนธรรมที่ฟังสนุกสนานจริงๆ น่าทำเป็นการ์ตูนนะ ในคลิปนี้เล่าโดย อ.วิทยา วุฒิไธสง จากสำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ซ่อนไว้ในสิม
(เผยแพร่เมื่อ 13 มี.ค. 2009)
      "ซ่อนไว้ในสิม" เป็นการรวบรวมฮูปแต้ม (จิตรกรรมฝาผนัง) ที่ปรากฏในสิมของภาคอีสาน เพื่อแสดงให้เห็นภูมิปัญญาของช่างพื้นบ้าน และคุณค่าในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของชาวอีสานในอดีตที่ผ่า?นมา โดยเฉพาะความเป็นอยู่ของชาวบ้านซึ่งมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้น้อยมาก
สิมอีสาน
(เผยแพร่เมื่อ 28 ม.ค. 2013)
      สิมอีสาน สิม มาจากคำว่า สีมา สิมมา หรือพัทธสีมา ที่ปรากฏในคำจารึกบนแผ่นหินที่ประกาศเจตนาอุทิศของผู้สร้างปักไว้ด้านหลังสิมมีปรากฏอยู่ทั่วไป ความหมายของคำเหล่านี้ หมายถึงเขตแดนที่กำหนดในการประชุมทำสังฆกรรมอันเป็นกิจของสงฆ์โดยมีแผ่นสีมาหินเป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตรอบบริเวณตัวสิม
สิมวัดไชยศรีมีอะไรน่าสนใจ
(เผยแพร่เมื่อ 24 ม.ค. 2013)
      เป็นสิมที่อยู่ในจังหวัดขอนแก่น ภาพจิตกรรมฝาผนัง ที่นี่เรียกว่า "ฮูปแต้ม" เล่าเรื่องราวของ สังข์สินไชย นิทานพื้นบ้านที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา อ.วิทยา วุฒิไธสง สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะเล่าให้ราฟังว่าทำไมสิมวัดไชยศรี ถึงน่าสนใจมากมายขนาดนี้
สกุลช่างญวน
      สิม หรือหอแจก ด้วยรูปแบบและเทคนิคด้านวัสดุรวมถึงคติสัญลักษณ์ในเชิงช่างของภาพรวมที่มีลักษณะแบบอย่างศิลปะจีนผสมตะวันตก ซึ่งในแง่ประวัติศาสตร์ กลุ่มช่างชาวญวนเข้ามาในอีสานตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๕๐๐โดยเฉพาะในปี พ.ศ.๒๔๘๘-๘๙ ที่เป็นการอพยพครั้งใหญ่ของกลุ่มชาวญวนที่ได้อพยพมาอยู่ในภาคอีสานบริเวณแถบจังหวัดหนองคาย นครพนม มุกดาหาร
ตัวอย่างสิม ฝีมือช่างญวน (แกว, เวียตนาม)
สิม
      สิมอีสาน หรือ โบสถ์อีสาน มาจากการที่ทางอีสานเรียกโบสถ์ว่า “สิม” ลักษณะโดยทั่วไปของสิม แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักตามสภาพของแหล่งที่ตั้ง คือ สิมน้ำและสิมบก สิมน้ำ เป็นสิมที่ตั้งอยู่กลางน้ำ เช่น สระ หนอง บึง ส่วนใหญ่เป็นอาคารที่สร้างอย่างชั่วคราวสำหรับวัดที่ยังไม่มีวิสุงคามสีมา ส่วนใหญ่สิมบกเป็นสิมที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน มีลักษณะเป็นอาคารถาวร นอกจากนี้ สิมยังแบ่งตามลำดับอายุก่อนหลังและลักษณะร่วมในรูปแบบได้เป็น 4 ประเภท คือ สิมก่อผนังแบบดั้งเดิม สิมโถง สิมก่อผนังรุ่นหลัง และสิมแบบผสม
      สิม มาจากคำว่า สีมา สิมมา หรือพัทธสีมา ที่ปรากฏในคำจารึกบนแผ่นหินที่ประกาศเจตนาอุทิศของผู้สร้างปักไว้ด้านหลังสิมมีปรากฏอยู่ทั่วไป ความหมายของคำเหล่านี้ หมายถึง เขตแดนที่กำหนดในการประชุมทำสังฆกรรมอันเป็นกิจของสงฆ์โดยมีแผ่นสีมาหินเป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตรอบบริเวณตัวสิม
ตัวอย่างสิมอีสาน
หอไตร
      หอไตร หมายถึงอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะเป็นหอสูงสำหรับเก็บคัมภีร์พระไตรปิฎกหรือหนังสือธรรมทางพุทธศาสนา เรียกว่าหอพระไตร ก็มี หอพระธรรม ก็มี หอไตรใช้เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานที่จารึกคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าพระไตรปิฎก หรือจารึกความรู้เรื่องอื่นๆ เช่นเรื่องตำรายาโบราณ วรรณคดีโบราณ เป้นต้น ซึ่งถือว่าเป็นของสูง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ และหาได้ยาก และนิยมสร้างไว้กลางสระน้ำในวัด ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มดปลวกและแมลงสาบขึ้นไปกัดแทะทำลายคัมภีร์เหล่านั้น ส่วนใหญ่นิยมสร้างเพื่อมุ่งบุญกุศลเป็นสำคัญ ด้วยถือคติว่าสร้างไว้เก็บรักษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ จึงนิยมสร้างอย่างวิจิตรงดงาม มีรูปทรงพิเศษแปลกตาด้วยฝีมือที่สุดยอดในยุคสมัยนั้นๆ
ตัวอย่างหอไตรอีสาน

สิ่งที่มีในงานสถาปัตยกรรมสิมอีสาน
ฮูปแต้ม คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในภาคอีสาน ซึ่งปรากฏบนผนังทั้งภายนอกและภายในของสิม (โบสถ์) วิหารหอไตร และหอแจก (ศาลาการเปรียญ) แสดงเรื่องราวพุทธประวัติหรือวรรณกรรมพื้นบ้าน
ช่อฟ้า (ฉัตรหลังคา) เป็นชื่อเรียกส่วนตกแต่งบริเวณกลางสันหลังคาสิมหรือโบสถ์ ในอีสานนิยมเรียกว่า ช่อฟ้า หรือภาษาเก่าเรียกว่า ผาสาดหรือปราสาท โดยมีหนึ่งช่อฟ้าต่อหนึ่งสิม
โหง่ (ช่อฟ้า) เป็นส่วนที่ประดับตกแต่งอยู่ยอดปลายสุดของส่วนไม้แป้นลม ทั้งส่วนด้านสกัดด้านหน้าและด้านหลัง ทำหน้าที่ประสานส่วนยอดปลายสุดส่วนที่เป็นรวบจอมไม้แป้นลม วัสดุที่ใช้ทำโหง่มีทั้งที่เป็นไม้และปูน
สีหน้า หรือ หน้าบัน คือ พื้นที่สามเหลี่ยมอุดโพรงจั่วหลังคาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หรือที่นิยมเรียกว่า ด้านหุ้มกลอง เพราะอาคารแบบไทยมีหลังคาเป็นทางแหลม เหตุนี้จึงต้องมีจั่วหรือหน้าบันปิด เพื่อป้องกันแดดฝนและความร้อนอบอ้าว
ฮังผึ้ง คำว่าฮังผึ้ง ฮวงผึ้ง เป็นชื่อเรียกทางช่าง มีหน้าที่สำคัญคือการช่วยรับน้ำหนักในเชิงโครงสร้างอาคารบริเวณสีหน้าหรือหน้าบันและช่วยยึดปลายหัวเสา
คันทวย เป็นส่วนค้ำยันของสถาปัตยกรรมแถบเอเชียอาคเนย์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมและภูมิศาสตร์ที่ตั้ง ทำให้คนในแถบนี้สร้างอาคารที่มีชายคา เพื่อป้องกันแดดฝนไม่ให้สาดส่องเข้ามาภายในอาคาร
ช่องเปิด เป็นส่วนที่ควบคุมทางเข้าออก ระบายอากาศ และเปิดรับแสงสว่าง เพื่อสุขอนามัยและสภาวะน่าสบายแห่งการอยู่อาศัย เป็นสื่อกลางในการเชื่อมพื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร อีกทั้งเชื่อมคนกับธรรมชาติ
ฐานแอวขัน คือส่วนฐานของตัวเรือน และใช้เรียกส่วนฐานในงานพุทธหัตถศิลป์อื่นๆ ด้วย โดยฐานแอวขันถือเป็นการสืบทอดคติและตีความมาจากดอกบัว อันเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา
มุขบันได คือส่วนฐานของสถาปัตยกรรมทางศาสนาคาร ในบริบทสังคมวัฒนธรรมหนึ่งๆ จะต้องมีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สถิตแห่งพลังอำนาจเหนือธรรมชาติที่จักคุ้มครองป้องกันภัย ก่อเกิดเป็นงานช่างที่สร้างรูปอารักษ์เป็นผู้ทำหน้าที่คุ้มครองป้องกันภัยอันตราย หรือที่เรียกว่า ทวารบาล วัฒนธรรมหลวงเรียกงานช่างส่วนนี้ว่า พลสิงห์หรือบันไดพลสิงห์
สิ่งที่มีในฮูปแต้มอีสาน
  วรรณกรรมสังข์ศิลป์ชัย
วรรณกรรมสังข์ศิลป์ชัย
วรรณกรรมเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย
      สังศิลป์ชัยหรือ สังข์ศิลป์ไชย เป็นวรรณคดีชิ้นเอกของอาณาจักรล้านช้างเรื่องหนึ่ง ประพันธ์ขึ้นโดยเจ้าปางคำแห่งเมืองหนองบัวลุ่มภู ในราว พ.ศ. 2192 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา ทุกถ้อยคำที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้...
เรื่องย่อ สังข์ศิลป์ชัย
      ที่นครเปงจาล พระยากุศราช เป็นเจ้าเมือง มีน้องสาวรูปงามชื่อนางสุมุณฑา วันหนึ่งนางไปชมสวน มียักษ์กุมภัณฑ์มาอุ้มเอานางไปยังเมืองอโนราช แล้วแต่งตั้งเป็นมเหสี พระยากุศราชเสียใจมาก จึงออกบวชติดตามไปถึงเมืองจำปา และได้พบธิดาทั้ง ๗ ของนันทะเศรษฐี จึงสึกและขอนางเป็นมเหสี พระยากุศราชเรียกมเหสีทั้ง ๗ มา ให้ทุกนางตั้งจิตอธิษฐานขอเอาลูกชายผู้มีบุญฤทธิ์มาเกิด เพื่อจะได้ติดตามเอานางสุมุณฑากลับคืนมา พระอินทร์ได้ส่งเทพ ๓ องค์มาเกิดในท้องนางทั้งสอง องค์หนึ่งเกิดเป็นสีโห (หัวเป็นช้าง) เกิดในท้องเมียหลวง องค์สองศิลป์ชัย (เป็นคน) และสังข์ทอง (หอยสังข์) เกิดในท้องเมียน้อย เมียหกคนได้คนสามัญมาเกิด โหรหลวงได้ทำนายว่าลูกที่เกิดจากเมียน้อยและเมียหลวงจะเป็นผู้มีบุญ คำทำนายของโหร ไม่เป็นที่พอใจของมเหสีทั้งหก มเหสีทั้งหกจึงว่าจ้างให้โหรทำนายใหม่ โหรเห็นแก่อามิสสินจ้างจึงทำนายใหม่ว่าลูกที่เกิดจากมเหสีทั้ง ๖ มีฤทธิ์เดชมาก ลูกที่เกิดจากนางจันทาและนางลุน เป็นทั้งคนทั้งสัตว์ เกิดมาอาภัพอัปปรีย์และจัญไร       เมื่อประสูติ พระยากุศราชจึงขับไล่นางจันทา นางลุน พร้อมพระโอรสออกจากเมือง พระอินทร์เล็งเห็นความทุกข์ยาก จึงมาเนรมิตเมืองไว้ต้อนรับให้ได้อยู่อาศัย ยังเมืองนครศิลป์แห่งนี้ พระยากุศราชเมื่อขับไล่เมียแล้วให้โอรสทั้งหกไปตามเอาน้องสาวของตนคืนจากยักษ์กุมภัณฑ์ โอรสทั้งหกหลงทางมายังเมืองนครศิลป์ และได้โกหกศิลป์ชัยให้ส่งสัตว์ป่าเข้าเมืองด้วยเพื่อเป็นพยานว่าพวกของตนได้พบกับศิลป์ชัยแล้ว เมื่อถึงเมืองโอรสทั้งหกก็โอ้อวดกับบิดาว่า พวกเขามีอำนาจเรียกสัตว์ทุกชนิดเข้าเมืองได้ ทุกคนก็หลงเชื่อว่าโอรสทั้งหกมีอำนาจ
      เมื่อบิดาสั่งให้โอรสทั้งหกติดตามหาอา พวกเขาก็มาโกหกศิลป์ชัยว่าบิดาสั่งให้ศิลป์ชัยไปตามหาอา ถ้าได้อาคืน ความผิดที่แล้วมาพ่อจะยกโทษให้ ศิลป์ชัยและน้องไปถึงด่านงูซวง กุมารทั้งหกไม่กล้าเดินทางต่อไป ให้สังข์ทองกับศิลป์ชัยเดินทางต่อไปรบกับยักษ์ฆ่ายักษ์ตาย เอาอาคืนมาได้ เมื่อถึงแม่น้ำใหญ่ กุมารทั้งหกผลักศิลป์ชัยตกเหว และบอกอาว่าศิลป์ชัยตกน้ำตาย อาไม่เชื่อจึงเอาผ้าสะใบ ปิ่นเกล้าและช้องผมเสี่ยงทายไว้ เมื่อกลับมาถึงเมือง พระยากุศราชได้จัดงานต้อนรับ และทราบความจริงว่ากุมารทั้งหกเป็นคนโกหกมาโดยตลอดจึงถูกลงโทษขังคุกพร้อมมารดาของตน พระยากุศราชพร้อมน้องสาวเชิญเอานางจันทาและนางลุน พร้อมศิลป์ชัย สีโหและสังข์ทองเข้ามาในเมือง อภิเษกศิลป์ชัยให้เป็นเจ้าเมืองเปงจาล ต่อมาศิลป์ชัยได้ปล่อยให้คนทั้งหมดออกจากคุก ปกครองบ้านเมืองเป็นสุขสืบมา ส่วนยักษ์กุมภัณฑ์นั้น พระยาเวสสุวัณได้ชุบชีวิตคืนชีพขึ้นมา คิดถึงนางสุมุณฑาผู้เป็นมเหสี จึงไปสู่ขอนางจากศิลป์ชัย และทั้งสองอยู่เป็นสุขตราบสิ้นอายุ

  วรรณกรรมสังข์ศิลป์ชัย
มหาเวสสันดรชาดก
เรื่อง มหาเวสสันดรชาดก
      มหาเวสสันดรชาดก เป็นชีวประวัติเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก กล่าวถึงพระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ในการบำเพ็ญทานบารมี ก่อนจะทรงอุบัติเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "มหาชาติชาดก" ในการเทศนา เรียกว่า "เทศน์มหาชาติ"...
พระเวสสันดร
      ครั้งหนึ่ง ณ กรุงเชตุดร พระนางผุสดี พระมเหสีของพระเจ้ากรุงสัญชัย ได้รับพรวิเศษจากพระอินทร์ โดยพรวิเศษนั้น พระนางผุสดี ได้มากถึง 10 ข้อ มีข้อหนึ่งพระนางขอให้ได้เป็นพระมารดาของพระโพธิสัตว์ และเมื่อพระนางทรงตั้งครรภ์ พระนางผุสดีก็ประสูติพระโอรส ชื่อว่า “พระเวสสันดร” พระเวสสันดรยิ่งเจริญวัยมากขึ้นเท่าใด พระองค์ก็ยิ่งทรงบริจาคทานแก่ประชาชนมากขึ้นตามลำดับ เมื่อพระเวสสันดรมีพระชันษาได้ 16 พรรษา พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับพระนางมัทรี พระราชธิดาแห่งกรุงมัทราช เมื่อขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ก็ยิ่งบริจาคทานมากขึ้นและมากยิ่งขึ้น ทรงโปรดให้สร้างโรงทาน 6 แห่ง
      ต่อมาเมื่อพระนางมัทรีได้ประสูตรพระราชธิดาและพระราชโอรส ทรงพระนามว่า กัณหา และ ชาลี ต่อมามีอยู่คราวหนึ่ง แคว้นกลิงคราฐเกิดฝนแล้ง เจ้าเมืองกลิงกราฐ ได้ข่าวว่าช้างคู่บุญของพระเวสสันดรที่ชื่อ “ช้างปัจจยานาเคนทร์” เป็นช้างมงคล ถ้าไปอยู่ที่ใด ที่นั่นฝนจะตกต้องตามฤดูกาล พระองค์จึงส่งพราหมณ์ แปดคนไปขอช้างจากพระเวสสันดร
      พระเวสสันดรจึงบริจาคทานให้ไป ทำให้ชาวเมืองเชตุดรโกรธแค้นขอให้พระเจ้ากรุงสัญชัยขับพระเวสสันดรออกจากเมือง พระเจ้ากรุงสัญชัยมิรู้จะทำประการใด จึงต้องยอมทำตามคำร้องเรียนของ ประชาชน พระเวสสันดร พร้อมด้วยพระนางมัทรี และสองกุมารกัณหาชาลี ทรงรถเทียมม้าเสด็จนอกเมือง ระหว่างทางมีพราหมณ์มาดักรอขอราชรถ พระเวสสันดรก็บริจาคให้ แล้วทุกพระองค์ก็เสด็จโดย พระบาทเดินทางมุ่งเข้าป่าไป ทั้งสี่พระองค์เดินทางมาจนกระทั้งถึงสระบัวใหญ่เชิงเขาวงกต ซึ่งเทวดาเนรมิตไว้ พระเวสสันดรจึงตกลงผนวชเป็นฤๅษี บำเพ็ญภาวนาอยู่ที่นี่
      กล่าวถึงชูชก เป็นขอทานแก่โลภมาก มีเมียสาวสวยชื่อ อมิตตา นางอมิตตาขยันขันแข็ง จึงเป็นที่รังเกียจของบรรดาหญิงที่เกียจคร้าน ทำให้บรรดาหญิงที่เกียจคร้านนั้นพากันด่าทอทุบตี จนนางอมิตตาไม่กล้าออกไปทำงานนอกบ้านจึงอ้อนวอนขอให้ชูชกไปขอลูกทั้งสองของพระเวสสันดรมาให้นางใช้ต่างทาส ชูชก ด้วยความที่รักเมีย จึงเดินทางไปขอลูกทั้งสองของพระเวสสันดรมาให้ พระเวสสันดรก็บริจาคทานให้กับชูชก ต่อมาเมื่อเรื่องรู้เข้าไปถึงเมืองหลวง มาดารของพระเวสสันดรก็ให้ไปรับตัวหลานทั้งสองเข้าเมือง และให้รางวัลกับชูชก ชูชกได้รับรางวัลและอาหารมากมาย กินจนท้องแตกตาย

กัณฑ์ในมหาเวสสันดรชาดก
      มหาเวสสันดรชาดก มีทั้งหมด 13 กัณฑ์ ประกอบด้วย 1000 พระคาถา โดยสรุปย่อไว้ดังน
ี้ กัณฑ์ทศพร
      พระนางผุสดีซึ่งจะเป็นพระมารดาของพระเวสสันดร ทรงอธิษฐานขอเป็นมารดาของผู้มีใจบุญ จบลงตอนพระนางได้รับพร ๑๐ ประการจากพระอินทร์ ดังนี้
๑. ขอให้เกิดในกรุงมัททราช แคว้นสีพี ๒. ขอให้มีดวงเนตรคมงามและดำขลับดั่งลูกเนื้อทราย ๓. ขอให้คิ้วคมขำดั่งสร้อยคอนกยูง ๔. ขอให้ได้นาม "ผุสดี" ดังภพเดิม ๕. ขอให้มีพระโอรสเกริกเกียรติที่สุดในชมพูทวีป ๖. ขอให้พระครรภ์งาม ไม่ป่องนูนดั่งสตรีสามัญ ๗. ขอให้พระถันเปล่งปลั่งงดงามไม่ยานคล้อยลง ๘. ขอให้เส้นพระเกศาดำขลับตลอดชาติ ๙. ขอให้ผิวพรรณละเอียดบริสุทธิ์ดุจทองคำธรรมชาติ ๑๐. ขอให้ได้ปลดปล่อยนักโทษที่ต้องอาญาประหารได้
      อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ผู้นั้นจะได้รับทรัพย์สมบัติดังปรารถนา ถ้าเป็นสตรีจะได้สามีที่เป็นที่ชอบเนื้อเจริญใจ บุรุษจะได้ภรรยาเป็นที่ต้องประสงค์อีกเช่นเดียวกันจะได้บุตรหญิงชายเป็นคนว่านอนสอนง่าย มีรูปร่างที่งดงาม มีความประพฤติดีกริยาเรียบร้อย
กัณฑ์หิมพานต์
      พระเวสสันดรเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสัญชัยกับพระนางผุสดี แห่งแคว้นสีวีราษฎร์ประสูติที่ตรอกพ่อค้า เมื่อพระเวสสันดรได้รับเวนราชสมบัติจากพระบิดา ได้พระราชทานช้างปัจจัยนาเคนทร์แก่กษัตริย์แคว้นกลิงคราชฎร์ ประชาชนไม่พอใจ พระเวสสันดรจึงถูกพระราชบิดาเนรเทศไปอยู่ป่าหิมพานต์ อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ย่อมได้สิ่งที่ปรารถนาทุกประการ ครั้นตายแล้วได้บังเกิดในสุคติโลกสวรรค์เสวยสมบัติอันมโหฬาร มีบริวารแวดล้อมบำรุงบำเรออยู่เป็นนิตย์จุติจากสวรรค์แล้ว จะลงมาเกิดในตระกูลขัตติยะมหาศาลหรือตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมายนานาประการจะประมาณมิได้ ประกอบด้วยการสบายใจทุกอิริยาบถ
กัณฑ์ทานกัณฑ์
      ก่อนเสด็จไปอยู่ป่า พระเวสสันดรได้พระราชทานสัตสดกมหาทาน คือช้าง ม้า รถ ทาสชาย ทาสหญิง โคนม และ นางสนม อย่างละ 700 อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะบริบูรณ์ด้วยแก้วแหวนเงินทอง ทาส ทาสี และสัตว์ 2 เท้า 4 เท้า ครั้นตายแล้วจะได้ไปเกิดในฉกาพจรสวรรค์มีนางเทพอัปสรแวดล้อมมากมายเสวยสุขในปราสาทแล้วด้วยแก้ว 7 ประการ.............
กัณฑ์วนปเวสน์
      พระเวสสันดรทรงพาพระนางมัทรีและพระชาลี ( โอรส ) พระกัณหา (ธิดา ) เสด็จจากเมืองผ่านแคว้น เจตราษฎร์ จนเสด็จถึงเขาวงกตในป่าหิมพานต์ อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้าจะได้เป็นบรมกษัตริย์ในชมพูทวีป เป็นผู้ทรงปรีชาเฉลียวฉลาดสามารถปราบอริราชศัตรูให้ย่อยยับไป
กัณฑ์ชูชก
      ชูชกพราหมณ์ ขอทานได้นางอมิตตาบุตรสาวของเพื่อนเป็นภรรยา นางใช้ให้ชูชกไปขอสองกุมาร ชูชกเดินทางไปสืบข่าวในแคว้นสีวีราษฎร์ สามารถหลบหลีกการทำร้ายของชาวเมือง พบพรานเจตบุตรลวงพรานเจตบุตรให้บอกทางไปยังเขาวงกต อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ประกอบด้วยสมบัติอันงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะเจรจาปราศรัยก็ไพเราะเสนาะโสต แม้จะได้สามีภรรยา และบุตรธิดาก็ล้วนแต่มีรูปทรงงดงามสอนง่าย
กัณฑ์จุลพน
      ชูชกเดินทางผ่านป่าตามเส้นทางที่เจตบุตรแนะจนถึงที่อยู่ของอัจจุตฤๅษี อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ แม้จะบังเกิดในปรภพใดๆ จะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติบริวาร จะมีอุทยานอันดารดาษด้วยไม้หอมตรลบไป แล้วจะมีสระโบกขรณีอันเต็มไปด้วยประทุมชาติ ครั้นตายไปแล้วก็ได้เสวยทิพยสมบัติในโลกหน้าสืบต่อไป
กัณฑ์มหาพน
      ชูชกลวงอัจจุตฤๅษี ให้บอกทางผ่านป่าไม้ใหญ่ไปยังที่ประทับของพระเวสสันดร อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะเสวยสมบัติใดในดาวดึงส์เทวโลกนั้นแล้ว จะได้ลงมาเกิดเป็นกษัตริย์มหาศาล มีทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมี อุทยานและสระโบกขรณีที่เป็นประพาส เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศักดานุภาพเฟื่องฟุ้งไปทั่วชมพูทวีป อีกทั้งจักได้เสวยอาหารทิพย์เป็นนิตย์นิรันดร
กัณฑ์กุมาร
      ชูชกทูลขอสองกุมาร ทุบตีสองกุมารเฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดร แล้วพาออกเดินทาง อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ย่อมประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ครั้นตายไปแล้วได้เกิดในฉกามาพจรสวรรค์ในสมัยที่พระศรีอาริยาเมตไตรมาอุบัติก็จะได้พบศาสนาของพระองค์ จะได้ถือปฏิสนธิในตระกูลกษัตริย์ ตลอดจนได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์ แล้วบรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง 4 ด้วยบุญราศีที่ได้อบรมไว
กัณฑ์มัทรี
      ในกัณฑ์มหาราช, ออเฒ่าชูชก นอนในขณะที่เด็กกำลังมองหลัง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ประเทศไทย เจ้าของ Walters Art Museum พระนางมัทรีเสด็จกลับจากหาผลไม้ในป่าออกติดตามสองกุมารตลอดทั้งคืน จนถึงทรงวิสัญญี ( สลบ ) เฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดร เมื่อทรงฟื้นแล้วพระเวสสันดรตรัสเล่าความจริงเกี่ยวกับสองพระกุมาร พระนางทรงอนุโมทนาด้วย อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ เกิดในโลกหน้าจะเป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติเป็นผู้มีอายุยืนยาวทั้งประกอบด้วยรูปโฉมงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะไปในที่ใดๆ ก็จะมีแต่ความสุขทุกแห่งหน
กัณฑ์สักกบรรพ
      พระอินทร์เกรงว่าจะมีผู้มาขอพระนางมัทรี จึงแปลงเป็นพราหมณ์ชรามาทูลขอพระนางมัทรีแล้วฝากไว้กับพระเวสสันดร อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะเป็นผู้ที่เจริญด้วยลาภยศตลอดจนจตุรพิธพรทั้ง 4 คืออายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาล
กัณฑ์มหาราช
      ชูชกเดินทางเข้าไปแคว้นสีวีราษฎร์ พระเจ้ากรุงสญชัย ทรงไถ่สองกุมาร ชูชกได้รับพระราชทานเลี้ยง และ ถึงแก่กรรมด้วยกินอาหารมากเกินควร อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติเมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะได้เป็นพระราชาเมื่อจากโลกมนุษย์ไปก็จะไปเสวยทิพยสมบัติ ในฉกามาพจรสวรรค์มีนางเทพอัปสรเป็นบริวาร ครั้นบารมีแก่กล้าก็จะได้นิพพานสมบัติอันตัดเสียซึ่งชาติ ชรา พยาธิ มรณะ พ้นจากโอฆะทั้งสามมีกาโมฆะ เป็นต้น
กัณฑ์ฉกษัตริย์
      กษัตริย์แคว้นถลิงราชย์ทรงคืนช้างปัจจัยนาเคนทร์ พระเจ้ากรุงสญชัย พระนางผุสดี พระชาลี พระกัณหา เสด็จไปทูลเชิญพระเวสสันดร พระนางมัทรีกลับพระนคร เมื่อกษัตริย์ทั้งหกพระองค์ทรงพบกันก็ทรงวิสัญญี ต่อมาฝนโบกขรพรรษตกจึงทรงฟื้นขึ้น อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้เป็นผู้ที่เจริญด้วยพร 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกๆ ชาติแล
นครกัณฑ์
      กษัตริย์หกพระองค์เสด็จกลับพระนคร พระเวสสันดรได้ครองราชย์ดังเดิม บ้านเมืองสมบูรณ์พูนสุข จนพระชนมายุได้ 120 พรรษา จึงเสด็จสวรรคนิคาลัย อานิสงส์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะได้เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยวงศาคณาญาติข้าทาสชาย-หญิง ธิดา สามี หรือบิดามารดา เป็นต้นอยู่พร้อมหน้ากันด้วยความผาสุก ปราศจากโรคาพาธทั้งปวง จะทำการใดๆ ก็พร้อมเพียงกันยังการงานนั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

 ตัวอักษรไทยน้อย
รูปแบบตัวอักษรไทยน้อย
ตัวอักษรไทยน้อย
      ตัวอักษรไทยน้อยมีลักษณะเหมือนอักษรไทยสมัยพระยาลิไทยมาก เท่าที่พบแปลกกันเฉพาะตัว ถ เท่านั้น และเราก็ยอมรับอยู่ว่าอักษรไทยน้อยมิใช่อักษรลาว จึงทำให้ตัวอักษรไทยน้อย จะเข้ามาสู่ดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงเวียงจันทน์ได้อย่างไร...
ประวัติอักษรไทยน้อย
      ตัวอักษรไทยน้อยมีลักษณะเหมือนอักษรไทยสมัยพระยาลิไทยมาก เท่าที่พบแปลกกันเฉพาะตัว ถ เท่านั้น และเราก็ยอมรับอยู่ว่าอักษรไทยน้อยมิใช่อักษรลาว จึงทำให้ตัวอักษรไทยน้อย จะเข้ามาสู่ดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงเวียงจันทน์ได้อย่างไร นักปราชญ์ท่านสันนิษฐานไว้ว่าน่าจะมาจาก 2 ทางด้วยกัน
      มาทางตรงคือจากสุโขทัยมาเวียงจันทน์เลย เพราะศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงก็บอกว่า เวียงจันทน์ เวียงคำ ชวา (หลวงพระบาง) เป็นส่วนหนึ่งของสุโขทัย คงจะมีการใช้อักษรราชธานีด้วย โดยเฉพาะสมัยพระเจ้าลิไทย พระองค์เป็นนักการศาสนา และนักอักษรศาสตร์ คงจะส่งสมณฑูตพร้อมกับนิทานคำสอน และตัวอักษรมายังหลวงพระบางเวียงจันทน์ด้วย ดังปรากฏในหนังสือมูลศาสนาว่า พระสุวัณณคีรีได้นำเอาศาสนาไปประดิษฐาน ณ เมืองชวา (หลวงพระบาง) ในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม นี่แสดงว่า มีการติดต่อสัมพันธ์กันทางศาสนามาก่อนแล้ว พอมาถึงสมัยสุโขทัยโดยเฉพาะพระยาลิไทยด้วยแล้ว ยิ่งจะมีการนำอักษรที่พระองค์คิดขึ้นใหม่ แทรกตำราคำสอนเข้าไปด้วย ข้อที่น่าคิดอย่างยิ่งก็คือ จากการค้นคว้าหนังสือที่เป้นธรรมคำสอนชั้นสูงในพระพุทธศาสนาจะจารด้วยอักษรธรรม (มอญ) ถือว่าอักษรที่สูงธรรมจะไม่จารตัวอักษรไทยน้อยเลย แต่นิทานพื้นบ้านและชาดกบางเรื่องที่ไม่ได้ม้วนชาดกว่าในเรื่องนั้น ใครเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระโมคค์ลานะ สารีบุตร พระเจ้าสุทโธธน พระนางสิริมหามายา ราหุล จะจารด้วยอักษรไทยน้อย ซึ่งเป้นอักษรขั้นต่ำกว่านี้น่าจะเป็นการสอดแทรก
      ชาวลุ่มน้ำโขงตอนกลางจึงเลือกเอาเฉพาะตัวอักษรที่ออกเสียงง่ายๆ และตรงกับเสียงมาใช้ โดยไม่กลัวบาป อักษรธรรมนั้นสูงไป ออกเสียงยาก ใช้เขียนธรรมจะเปลี่ยนก็กลัวบาป จึงทำให้อักษรไทยน้อยได้รับความนิยมจนวิวัฒนาการมาเป็นอักษรประจำชาติลาวปัจจุบัน
      ลักษณะของตัวอักษรไทยน้อยดังภาพด้านล่างนี้ เป็นฟอนต์ที่อาจารย์สานิตย์ โภคาพันธ์ แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้ออกแบบสร้างขึ้น เรียกชื่อฟอนต์ว่า TNManut ชื่อนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ อาจารย์มนัส สุขสาย ปราชญ์ท้องถิ่นอุบลฯ ผู้มีความสามารถด้านการอ่านและจารตัวอักษรธรรม อักษรไทยน้อย และเขียนเรื่องราวของตัวอักษรโบราณอีสานเผยแพร่

 
  
สิมอีสาน เสน่ห์นกออก
: วิดีโอ
สิมอีสาน วัดกลางมิ่งเมือง ร้อยเอ็ด
: วิดีโอ
สิมอีสาน สิมอีสานวัดไชยศรี
: วิดีโอ
สิมอีสาน รายการหลังคาอีสาน สิมโบราณวัดบ้านขอนแก่นเหนือ 01
: วิดีโอ
สิมอีสาน รายการหลังคาอีสาน สิมโบราณวัดบ้านขอนแก่นเหนือ 02
: วิดีโอ
สิมอีสาน ฟังเรื่อง"สังข์สินไชย"จากสิมอีสาน
: วิดีโอ
สิมอีสาน ที่นี่KKL"เยือนสิมชมศิลป์อีสาน"2
: วิดีโอ
สิมอีสาน ที่นี่KKL"เยือนสิมชมศิลป์อีสาน"1
: วิดีโอ
สิมอีสาน สิมวัดไชยศรีมีอะไรน่าสนใจ
: วิดีโอ
สิมอีสาน ฮางฮดน้ำที่หอศิลปราชธานี
: วิดีโอ
สิมอีสาน ซ่อนไว้ใน สิม : ก-อ ในชีวิตอีสาน
: วิดีโอ
สิมอีสาน สิมในโบสถ์
: วิดีโอ
สิมอีสาน “สิมวัดแจ้ง”
: วิดีโอ
สิมอีสาน สินไซ ฮูปแต้มวัดไชยศรี
: วิดีโอ
สิมอีสาน กระจกหกด้าน ตอน "สิม"
: วิดีโอ




หมายเหตุ : บางวัด ภาพจากอินเตอร์เน็ต เพราะยังไม่ได้เดินทางไปชม

ออกแบบโลโก้ ออกแบบกล่อง ออกแบบถุง ออกแบบสิ่งพิมพ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ วาดเส้น จิตรกรรม Drawing  Painting รับทำ SEO, ปั่นเว็บ, หน้า 1, อันดับ 1 ฮูปแต้ม, สิมอีสาน, ฮูบแต้ม, ศิลปะอีสาน, สิม, โบสถ์, หอไตร, สถาปัตยกรรมอีสาน
9809/1 Anankanak Rd., Tambol Kalasin, Amphoe Muang, Kalasin Province 46000 Thailand
www.artnana.com

54.91.11.11 =    Tuesday 27th September 2016
 IP : 54.91.11.11   คนที่กำลังอ่าน   Bookmark and Share   
Russia รัสเซีย  เรียนรัสเซีย  ภาษารัสเซีย ตุ๊กตารัสเซีย ของฝากรัสเซีย